บทความทางวิชาการด้านการศึกษา

บทความทางวิชาการ เป็นเอกสารทางวิชาการประเภทหนึ่ง ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัย ได้ให้คำจํากัดความ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งตําแหน่งทางวิชาการไว้ว่า เอกสารที่เรียบเรียงจากผลงาน ทางวิชาการของตนเอง หรือของผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเสนอแนวความคิดใหม่ๆ จากพื้นฐานทางวิชาการนั้นๆ” (ทบวงมหาวิทยาลัย, เอกสารอัดสําเนา) จากความหมายข้างต้นจึงอาจกล่าวได้ว่า บทความทางวิชาการมีวัตถุประสงค์ในการนําเสนอความรู้ความคิดใหม่ๆ รวมทั้งประสบการณ์ของผู้เขียนเกี่ยวกับเรี่องนั้นๆ บนพื้นฐานของวิชาการในเรื่องนั้นๆ หรืออาจจะเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ วิชาการในเรื่องนั้นๆ เพื่อนําเสนอแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ หรือเพียงตั้งคำถามหรือประเด็นใหม่ ๆ ที่จะกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้น ๆ ต่อไป บทความทางวิชาการเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเผยแพร่ความรู้ ความคิดและประสบการณ์ของสำนักวิชาการออกสู่วงวิชาการและสาธารณชน ซึ่งช่วยให้นักวิชาการได้ทราบว่าความคิดและความรู้ใหม่ ๆ ที่ตนได้พัฒนาขึ้นนั้นได้รับการยอมรับหรือไม่ยอมรับ หรือมีจุดอ่อน จุดเด่นประการใด ความรู้และความคิดเหล่านี้ ควรจะได้มาจากการที่ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจารณ์มาอย่างดีและจนกระทั่งเกิดแนวคิดใหม่ ๆ ต่อเนื่องจออกไปในทางที่จะสร้างสรรค์วิชาการเรื่องนั้น ๆ ให้งอกงามต่อไปอีก บทความทางวิชาการที่ดี ควรมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านได้แนวคิด แนวทางในการนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบหนึ่ง หรือช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดการพัฒนาความคิดในเรื่องนั้น ๆ ต่อไป (ทิศนา  เขมมณี)

ลักษณะสำคัญของบทความทางวิชาการ

บทความทางวิชาการควรมีลักษณะสำคัญดังนี้

  1. มีการนำเสนอความรู้ ความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการที่เชื่อถือได้ในเรื่องนั้น ๆ โดยมีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิง
  2. มีการวิเคราะห์ วิจารณ์ ให้ผู้อ่านเห็นประเด็นสำคัญอันเป็นสาระประโยชน์ที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอแก่ผู้อ่าน ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ส่วนตัว หรือประสบการณ์และผลงานของผู้อื่นมาใช้
  3. มีการเรียบเรียบเนื้อหาสาระอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความกระจ่างในความรู้ความคิดที่นำเสนอ
  4. มีการอ้างอิงทางวิชาการและให้แหล่งอ้างอิงทางวิชาการอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามหลักวิชาการและจรรยาบรรณของนักวิชาการ
  5. มีการอภิปรายให้แนวคิด แนวทางในการนำความรู้ ความคิดที่นำเสนอไปใช้ให้เป็นประโยชน์หรือมีประเด็นใหม่ ๆ ที่กระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความต้องการสืบเสาะหาความรู้หรือพัฒนาความคิดในประเด็นนั้น ๆ ต่อไป

ส่วนประกอบของบทความทางวิชาการ

บทความทางวิชาการ มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนท้าย ในแต่ละส่วนมีรายละเอียดที่แตกต่างจากบทความประเภทอื่น ๆ ดังนี้

1. ส่วนนำ บทความวิชาการมีส่วนนำ ได้แก่ ชื่อเรื่อง ข้อความเกี่ยวกับผู้เขียน และบทคัดย่อหรือสาระสังเขป

1) ชื่อเรื่อง กำหนดเป็นคำ วลี หรือประโยค มีความหมายที่ทำให้เข้าใจ ขอบข่ายแนวคิดของเนื้อหาบทความวิชาการ และมีความสำคัญต่อการตัดสินใจอ่านหรือไม่อ่านบทความด้วย

2)  ข้อความเกี่ยวกับผู้เขียน พิมพ์เป็นเชิงอรรถตอนล่างของหน้าแรก หรือพิมพ์รวมกับผู้เขียนอื่น ๆ เป็นข้อมูลแนะนำผู้เขียนที่แยกพิมพ์ในตอนท้ายของเล่ม เป็นส่วนที่ระบุชื่อผู้เขียน และผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) แสดงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้เขียน อาทิ วุฒิการศึกษา ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน

3)  บทคัดย่อหรือสาระสังเขป  เป็นข้อความส่วนแรกของบทความวิชาการที่เขียนขึ้นใหม่แยกต่างหากจากเนื้อหา เขียนสรุปเนื้อหาสาระของบทความทั้งหมดโดยสังเขปไม่มีการตีความหรือวิจารณ์เพิ่มเติม บทคัดย่อหรือสาระสังเขปจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแหล่งตีพิมพ์แต่ละแห่ง แต่มีประโยชน์คือ ทำให้ผู้อ่านได้ทราบขอบเขตเนื้อหา ถ้าตรงกับความสนใจ และตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน ก็จะเลือกอ่านบทความอย่างละเอียดต่อไป

2.  ส่วนเนื้อหา

1)  ความนำหรือเกริ่นนำ บทความวิชาการมีวิธีการเขียนความนำหรือเกริ่นนำหลายแบบ เช่น กล่าวถึงที่มาของเรื่องหรือความเป็นมาของประเด็นหรือปัญหาที่นำมาเขียนบางเรื่องบอกจุดมุ่งหมายของการเขียนบทความ บางเรื่องกล่าวถึงสิ่งที่ผู้อ่านคุ้นเคยหรือมีความรู้อยู่แล้ว นำมาเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาความรู้ที่จะกล่าวต่อไปในส่วนเนื้อหา อาจจะกล่าวอ้างอิงความคิดเห็น ข้อความ หรืองานของนักวิชาการคนอื่นที่ยอมรับกันทั่วไป

ส่วนของความนำหรือเกริ่นนำ มักจะมีความยาวประมาณ 1 ย่อหน้า หากยังกล่าวไม่จบความ ก็เขียนเป็นย่อหน้าใหม่ได้อีก 1 ย่อหน้า ความนำควรเป็นข้อความที่เร้าความสนใจหรือปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่จะกล่าวต่อไป

2)  เนื้อหา เป็นเนื้อความที่มีสาระรายละเอียดในประเด็นหรือปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้เขียนวางแผนจะเขียน แบ่งเป็นตอนหรือหัวข้อตามความเหมาะสม นำเสนอเรื่องราวและความคิดเห็นอย่างครบถ้วนตามที่ผู้เขียนต้องการ เขียนลำดับเนื้อหาอย่างเป็นระบบ สัมพันธ์ เชื่อมโยงกับหลักหรือทฤษฎีวิชาการในสาขาวิชานั้น ๆ และความคิดเห็นของผู้เขียน

เนื้อความที่เสนอในบทความวิชาการ หากเป็นข้อค้นพบใหม่ ๆ หรือข้อเสนอแนะที่มีสาระสมบูรณ์ จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกประทับใจ ได้รับความรู้และทรรศนะทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น

3)  บทสรุป มีแนวการเขียนหลากหลาย เช่น สรุปสาระของเนื้อความ ให้ข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับสาระที่นำเสนอ อ้างคำประพันธ์ สำนวน คำพังเพย กวีนิพนธ์ ฯลฯ

การเขียนบทสรุปของบทความวิชาการ ควรเขียนอย่างกระชับ เข้าใจง่าย เพราะผู้อ่านบางคนที่ไม่มีเวลาอ่านโดยละเอียด มักจะอ่านเฉพาะบทสรุป เพื่อเข้าใจแนวคิดของบทความได้ในเวลาอันจำกัด

3.  ส่วนท้าย บทความวิชาการมีส่วนประกอบตอนท้ายเพิ่มเติม เป็นส่วนที่แสดงว่า ความรู้และแนวคิดที่นำเสนอในบทความน่าเชื่อถือ เพราะผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และแสดงรายการที่ค้นคว้าไว้ใน เชิงอรรถ และบรรณานุกรุม แต่ละส่วนมีวิธีการเขียนดังนี้

1)  เชิงอรรถ เขียนเชิงอรรถได้ 2 แบบ คือ

1.1) เขียนในตำแหน่งตอนล่างของหน้าที่อ้างอิง

1.2)  เขียนรวมทุกรายการอ้างอิงไว้ในตอนท้ายของบทความ ผู้เขียนจะเลือกใช้แบบใดขึ้นอยู่กับความถนัดหรือข้อกำหนดการเขียนเชิงอรรถของแหล่งตีพิมพ์บทความวิชาการ

2) บรรณานุกรม เป็นรายงานของสิ่งตีพิมพ์หรือแหล่งข้อมูลทางวิชาการต่าง ๆ ที่ผู้เขียนใช้เป็นข้อมูลเขียนในบทความ เรียงลำดับตามตัวอักษรของชื่อผู้แต่งหนังสือที่นำมาอ้างอิง หรือใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้าเขียนบทความวิชาการ

บทความวิชาการบางเรื่อง อาจมี ภาคผนวก ซึ่งจะทำให้บทความวิชาการนั้นมีคุณค่าและความน่าเชื่อถือมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเขียนทีมีระบบ ภาคผนวกมักไม่ยาวมาก มีปริมาณเหมาะสม เป็นสวนเนื้อหาเสริมที่จะทำให้สาระเนื้อหาของบทความวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ประเภทของบทความวิชาการ

1. บทความวิชาการทั่วไป เป็นบทความที่นำเสนอความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งได้จากการอ่าน การสังเกต การสัมภาษณ์ ฯลฯ ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ และเลือกสรรสาระที่สำคัญเพียงประเด็นเดียว นำมาเขียนแสดงความคิดเห็นในรูปแบบของบทความ วิธีการนำเสนอเนื้อหาทางวิชาการจึงมีลักษณะเป็นการเรียบเรียงข้อมูล การแสดงความคิดเห็นใหม่ ๆ การวิจารณ์ การให้ข้อมูลสังเกต การเสนอแนะ

2.  บทความปริทัศน์ เป็นบทความที่นำเสนอเนื้อหาวิชาการเชิงสังเคราะห์ โดยประมวลสาระข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากงานเขียนต่าง ๆ หรือจากแนวความคิดของนักวิชาการหลาย ๆ คน ที่มีความคิดเห็น ทั้งสอดคล้องกันหรือแตกต่างกัน ผู้เขียนจะวิเคราะห์แนวความคิดดังกล่าวแล้วเขียนเปรียบเทียบ สรุปประเด็น วิจารณ์ เสนอแนะ เพื่อให้เห็นในแง่มุมของนักวิชาการที่ไดนำเสนอไว้ในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และมองเห็นแนวโน้มของวิชาการในสาขาวิชา

3.  บทความวิจัย เป็นบทความที่นำเสนอผลการค้นคว้าวิจัยใหม่ ๆ ที่เรียบเรียงรายงานวิจัยโดยสังเขปแต่นำเสนอเนื้อหาที่แสดงถึงความเป็นมาของการวิจัย ระเบียบวิธีการวิจัย ผลสรุป และข้อเสนอแนะ ผู้อ่านจะเข้าใจทฤษฎีหรือการปฏิบัติทางวิชาการในสาขาวิชานั้นและยังเข้าใจกระบวนการวิจัยจากตัวอย่างของการวิจัยที่เรียบเรียงเป้นบทความวิจัย

กระบวนการเขียนบทความวิชาการ

กระบวนการเขียนบทความวิชาการมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการเขียนงานเขียนประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่เตรียมแนวคิด กำหนดชื่อเรื่อง วางโครงเรื่อง ลงมือเขียน ทบทวน ประเมินผลงานเขียน และกำหนดสาระสังเขป

(1)    เตรียมแนวคิด เป็นการเตรียมประเด็นแนวคิดว่าจะเขียนบทความวิชาการในแนวคิดหรือประเด็นใด ที่ตรงกับความสนใจของผู้อ่าน ผู้เขียนมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีขอบข่ายที่สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ง่าย และสามารถสอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนได้อย่างเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือสังคม

(2)    วิเคราะห์แนวคิด  เป็นขั้นตอนของการพิจารณาแนวคิด ให้มีความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น แยกแยะประเด็นในแง่มุมต่าง ๆ อย่างละเอียด แล้วเลือกแนวคิด ประเด็นที่คาดว่าน่าสนใจ ผู้เขียนสามารถขยายความได้โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ของตัวเอง เป็นการร่างประเด็นย่อย อาจจะเขียนในรุปแบบของผังมโนทัศน์ (concept mapping) หรือ แผนภาพความคิด (mind map) เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอวางโครงเรื่องต่อไป

(3)    การกำหนดชื่อเรื่อง การกำหนดชื่อเรื่องให้ตรงตามแนวคิดของเรื่อง ทำให้บทความวิชาการมีความสมบูรณ์และน่าสนใจ บางครั้งอาจจะคิดชื่อเรื่องตั้งแต่เตรียมแนวคิด ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าจะตั้งชื่อเรื่องเมื่อใด แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องตั้งชื่อเรื่อง ให้มีความครอบคลุมเนื้อหาและสื่อสารแนวคิดให้มีความชัดเจน ควรใช้ถ้อยคำที่เรียบง่าย กะทัดรัด บ่งบอกแนวคิดของเรื่อง ทิศทาง และแนวการลำดับเนื้อหาสาระ

(4)    การวางโครงเรื่องเป็นการจัดลำดับความสำคัญ สามารถลำดับเนื้อหาตามเวลา เป็นการเขียนกล่าวถึงสาระความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของปัญหา การลำดับเนื้อหาตามความสำคัญ เนื้อหาในตอนต้นจะกล่าวถึงสาระสำคัญ การลำดับเนื้อหาโดยตั้งประเด็น เป็นการตั้งโจทย์คำถามแล้วตอบคำถาม ขยายความ ยกตัวอย่าง

(5)    การลงมือเขียน เป็นขั้นตอนการเขียนส่วนนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป โดยเรียบเรียงความรู้ข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อในโครงเรื่องที่กำหนดไว้ ควรเลือกใช้ภาษาสำนวนโวหารที่เหมาะสมกับเนื้อหา

(6)    การกำหนดบทคัดย่อ หรือสาระสังเขป เป็นการย่อเนื้อหาสาระของบทความที่จะกล่าวในลำดับต่อไป เป็นข้อความที่มีลักษณะเดียวกับบทคัดย่อของรายงานการวิจัย มีความยาวประมาณ 3 – 5 บรรทัดหรือตามที่วารสารกำหนด

บทความวิชาการเป็นงานเขียนที่มีคุณค่าทั้งต่อบุคคลและสังคม สามารถถ่ายทอดความรู้และทรรศนะในแง่มุมต่าง ๆ ทางวิชาการให้ผู้อ่านได้เป็นจำนวนมาก ทุกระดับ ทุกกลุ่ม ผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมทั้งสื่อวิทยุโทรทัศน์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิชาการสู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

นภาลัย สุวรรณธาดา และคณะ. 2553. การเขียนผลงานวิชาการและบทความ.ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพิมพ์ : กรุงเทพฯ.

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ