ภาษาอังกฤษเพื่อการเขียนงานวิจัย

จากการศึกษาเรื่อง ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการเขียนงานวิจัยพบว่าสิ่งสำคัญที่ผู้เขียนงานวิจัยจะต้องศึกษาเพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจนในการสื่อสาร มีดังนี้

1)  การเขียนภาษาอังกฤษในระดับประโยค  ซึ่งประกอบด้วย 1.ประโยคความเดียว (simple sentence)  2. ประโยคความรวม ( compound sentence) 3.  ประโยคความซ้อน ( Complex sentence) 4.  ประโยคความรวมความซ้อน  (compound- complex sentence)  ประโยคที่ง่ายที่สุดคือประโยคความเดียว ที่มีส่วนประกอบแค่ภาคประธาน ( subject)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ และภาคแสดง (predicate) เป็นส่วนที่บอกอาการ หรือกระทำกริยา ในส่วนของภาคแสดงต้องประกอบด้วย main verb หรือ คำกริยาหลัก มีกรรมหรือไม่มีกรรม คืออยู่กับคำกริยาหลักว่าเป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับหรือไม่ คำกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับเราเรียกว่า Transitive verb  ส่วนคำกริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับเราเรียกว่าintransitive verb เช่น students effectively used several learning strategies. จะเห็นว่า ประธานคือ  students  คำกริยาคือ used ตัวอย่างที่2  The posttest score of both groups increased. ประธาน คือ posttest score กริยาคือ increased  ประโยคความรวมหรือ  compound sentence คือการเอาประโยคความเดียว2 ประโยคมารวมกันเป็นประโยคเดียวแล้วเชื่อมด้วย Coordinator หรือ คำเชื่อม มีทั้งหมด7ตัว คือ  but or yet for and nor และso  นอกจากนั้นยังต้องใส่comma หน้าcoordinator ด้วย ประโยคความซ้อน หรือ Complex sentence ประกอบด้วย main clause หรือ ประโยคที่มีใจความสำคัญ และมี subordinate clause หรืออนุประโยค ซ้อนอยู่ในmain clause ซึ่งsubordinate clause ไม่มีใจความสมบูรณ์จึงต้องใช้ร่วมกับmain clause  ประเภทของ subordinate clause แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Adjective clause ใช้ในการขยายคำนามหรือสรรพนาม ที่เป็นประธาน เป็นกรรม หรือส่วนเติมเต็มที่เรารียกว่าComplement  Adverb clause ทำหน้าที่ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือใช้ขยายคำวิเศษณ์ ก็ได้ โครงสร้างคือ  main clause +subordinator+ adverb clause

2) การใช้คำขยายต่างๆ เช่น Adverb  และ Adjective

3)  การทำให้ประโยคที่เขียนสั้นและชัดเจน โดยทั่วไปมักจะphrase แทน clause เพื่อที่จะให้ประโยคที่เขียนสั้นลงแต่ได้ใจความเหมือนเดิม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่อง Reducing clauses to phrases

4) ระมัดระวังในการใช้เครื่องหมายต่างๆ และโครงสร้างไวยากรณ์ให้ถูกต้อง

5) การใช้คำศัพท์จะต้องใช้รูปเต็มไม่ใช้รูปย่อและจะต้องใช้คำศัพท์ที่เป็นทางการ มักจะใช้คำกริยาที่เป็น single- word verb แทน two-word verb และต้องใช้คำศัพท์ให้ชัดเจนตรงจุดประสงค์ ได้แก่ 1. การใช้คำศัพท์ที่แสดงความเป็นกลางในสิ่งที่เขียน เช่น believe, demonstrate, describe เป็นต้น 2.  กลุ่มคำศัพท์ที่บอกแนวโน้ม (Tentative) เพื่อแสดงความไม่มั่นใจ เช่น Hypothesize, imply, intimate เป็นต้น 3. การศึกษาคำศัพท์ที่บอกความเชื่อมั่น เช่น argue, assert, challenge, claim เป็นต้น

6) การศึกษาpattern หรือรูปแบบภาษาอังกฤษต่าง เช่น Tenses  เช่น ในการเขียนบทนำ หรือ introduction ในงานวิจัยนั้น มักจะมีทฤษฏีหรือแนวคิดซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าเป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นใน introduction ส่วนใหญ่  จึงมักใช้ Present simple tense  เพื่ออธิบายข้อเท็จจริง แนวคิดและทฤษฏีต่างๆ นอกจากนั้น Present Perfect tense จะใช้อธิบายทฤษฏีและผลการวิจัยที่นำมาอ้างอิงและมีผลจนถึงปัจจุบัน รวมทั้ง Past simple tense  จะถูกใช้เพื่ออธิบายในสิ่งที่ผู้อื่นทำมาแล้ว

การทบทวนวรรณกรรม หรือ Literature review จะใช้Present perfect จะใช้เขียนถึงงานวิจัยที่มีผลในอดีตและยังคงมีผลมาจนถึงปัจจุบัน present simple tense ใช้บอกข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของผู้เขียนรายงานวิจัย past simple tense ใช้อธิบายผลงานวิจัยหรือบทสรุปงานวิจัยในอดีต ซึ่งอาจไม่เป็นข้อเท็จจริงเสมอไป หรือไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนรายงานวิจัยกำลังรายงาน  ส่วนในการเขียนระเบียบวิธีวิจัยหรือMethodology มักจะใช้past simple tense และpresent simple tense ผู้เขียนรายงานวิจัยจะใช้past simple tense ในกรณี ใช้ในการเขียนเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และยังมีการใช้passive voice ร่วมด้วย present simple tense ใช้สำหรับการอธิบายตาราง แผนภาพ รูปภาพ และใช้อธิบายเครื่องมืองานวิจัยหรือ research instrument ในการเขียนผลการวิจัย หรือ Results or Finding จะใช้past simple tense ในการรายงานสิ่งที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว present simple tense .ใช้ในการเขียนอธิบายแผนภาพ ตาราง กราฟ และรูปภาพ ส่วนการอภิปรายผลหรือ Discussion ก็ใช้ present simple tense และpast simple tense ในส่วนของการเขียนบทสรุป หรือ conclusion จะใช้present simple tense สำหรับการเขียนอธิบายข้อเท็จจริง present perfect tense ใช้เขียนถึงผลงานวิจัยที่นำมาอ้างอิงซึ่งยังคงเป็นจริงอยู่ถึงปัจจุบัน past simple tense ใช้เขียนถึงงานวิจัยที่ได้ทำมาแล้ว

7) ศึกษาเรื่องการเขียน paragraph (การเขียนย่อหน้า)และ essay (ความเรียง)  ในการเขียน paragraph ที่ดีต้องประกอบด้วย1. main idea 2. supporting sentence  3.  conclusion sentence  และต้องมีความเป็น unity คือ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมทั้งcoherence คือมีความเกี่ยวพันกันทั้งเนื้อความ มีการเรียงลำดับความให้เข้าใจง่าย ในการเขียน abstract นั้น อาจนำเสนอให้จบในหนึ่งparagraph ได้ แต่ถ้าหัวข้อมีรายละเอียดมากเพื่อป้องกันความสับสนอาจแยกเป็นหลาย paragraph แล้วนำเสนอในรูปของ essay  ซึ่งก็คือ การเอา paragraph หลาย paragraph มารวมกัน essay จะมีส่วนประกอบคือ 1. Thesis statement ซึ่งมักเขียนไว้ที่ introductory paragraph   2. Supporting paragraph              3.  Concluding paragraph   ในการเขียน essay  ก็ต้องการความเป็น unity คือทุก paragraph จะต้องไปสนับสนุน Thesis statement และข้อความในแต่ละparagraph ต้องสัมพันธ์กัน

8) ศึกษาการเขียนบทคัดย่อ (Abstract)  ในการเขียนabstract สิ่งที่ไม่ควรใส่เข้าไปคือ คำย่อ หรือ contraction  Tense ที่ใช้ในการเขียนบทคัดย่อ แบ่งออกเป็น2 แบบ คือแบบสมัยใหม่และแบบดั้งเดิม ในการเขียนบทคัดย่อแบบใหม่หรือ modern style จะใช้ present simple tense ในการเขียน background knowledge และ purpose  แต่ถ้าต้องการเน้นให้เห็นว่าเกี่ยวข้องกับทฤษฏีหรืองานวิจัยในอดีตที่มีผลถึงปัจจุบันก็อาจจะใช้present perfect tense ช่วย Methodology  กับ Results  มักใช้ past simple tense ร่วมกับ present simple tense ส่วน conclusion ใช้ past simple tense ในการเขียนบทคัดย่อแบบดั้งเดิม หรือ conventional style จะใช้ past simple tense ท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ