Creativity-Based Learning “การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน”

การเรียนการสอนด้วยวิธีการ “เล่าเรื่อง” โดยคุณครู ที่พวกเราเรียกกันคุ้นเคยว่า เลคเช่อร์ (Lecture) เป็นวิธีการสอนที่ทำกันมาเนิ่นนาน จนกระทั่งทุกวันนี้ ครู อาจารย์ส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษาทั่วโลกก็ยังคงสอนแบบนี้

วิธีการสอนแบบดั้งเดิม (Traditional learning approach) นี้มีข้อดีหลายอย่างเช่น

1. เป็นวิธีที่คุณครูคุ้นเคย เพราะทุกคนต่างก็เรียนมาด้วยวิธีการสอนแบบนี้

2. คุณครูที่มีประสบการณ์สอนแค่เพียงปีเดียว ก็ไม่ต้องเตรียมการสอนใหม่เพราะเรื่องราวที่สอนก็คือเรื่องราวที่เคยเรียนมาถ้ามีการปรับปรุงหลักสูตรก็มักเป็นแค่ย้ายเนื้อหาจากบทหน้าไปไว้หลังหรืออาจมีการเพิ่มเติม ตัดทอน เนื้อหา ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากใดๆในการสอน

3. การสอนแบบนี้ สามารถสอนนักเรียนนักศึกษาได้ครั้งละหลายคน เพราะเป็นการบรรยายจะเรียนพร้อมกันห้องละ 50 คนหรือ 500 คนก็ไม่ได้ต่างกัน

4. สามารถบันทึกการสอนแล้วนำไปเผยแพร่ให้ผู้เรียนได้ทางสื่อต่างๆ เช่น วีดีโอ ยูทูบ podcast

5. การวัดผลก็ง่าย เพราะเป็นการวัดว่าผู้ที่เรียนจดจำเนื้อหาที่ได้เรียนไปแล้วได้มากเพียงใดเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาโจทย์แบบที่สอนไปแล้วหรือไม่

6. ด้วยการวัดผลแบบนี้จึงทำให้การให้คะแนน-ตัดเกรดทำได้ง่าย รวดเร็ว ชัดเจน และเป็นธรรม (ถ้าไม่มีการลอกกัน หรือข้อสอบรั่ว)

ปัจจุบัน โลกเปลี่ยน การเรียนการสอนควรเปลี่ยนไปด้วยหรือไหม

โลกปัจจุบันคือ โลกแห่งการแบ่งปัน แบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และอื่นๆ อีกมากมาย

ความรู้ :            ความรู้มีมากมาย เสาะหาได้ง่าย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีแห่งการสืบค้น – www.google.com, www.youtube.com, etc.

??? นักศึกษาฟังคนสอนที่ไม่อยากฟัง ??? ดังนั้น “เราควรเปลี่ยนห้องเรียนเป็นห้อง แห่งการต้องการอยากรู้

สังคม :             The 21st Century Learning is a must.

“เก่งเรียน เก่งงาน เก่งคิด เก่งชีวิต”

ปัญหา + กิจกรรม + บริบท = > ความรู้ ทักษะ และ ทัศนคติ

No more :        Traditional Learning Approach สอนให้จำ ความรู้จำกัดและยัดเหยียด วัดผลจากการจำเนื้อหา ความรู้ไม่ได้ใช้ รู้เรื่องกว้างๆ ไม่รู้เรื่องตัวเอง ข้อสอบไม่เคยออกเกินหนังสือ ห้องเรียนน่าเบื่อ

การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based learning Model

รูปแบบการสอนนี้ได้ทำการวิจัยต่อยอด มาจาก Problem -based learning PBLซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งใช้ได้ผลดีในหลายประเทศ เป็นการสอนแบบ Active learning คือการจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัว ในการค้นคว้า แทนที่จะรอรับการบรรยายแบบเดิม ในการสอนแบบเดิม ผู้สอนจะมีกำหนดการสอนที่ชัดเจน ตั้งแต่บทที่ 1 ไปเรื่อยๆ จนจบเนื้อหาในหลักสูตรนั้นๆ ลักษณะการสอน แยกออกเป็นวิชาอย่างชัดเจน แต่ใน CBL ผู้สอน จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้บรรยายเนื้อหาต่างๆ อย่างละเอียดมาเป็นผู้อำนวยการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แปลงจาก lecturer มาเป็น facilitator ครับ

การสอนทำโดยกระบวนการ 8 ข้อ และบรรยากาศ 9 ข้อ ต่อไปนี้

กระบวนการ 8 ข้อ

  1. สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความอยากรู้ Inspiration
  2. เปิดโอกาสให้ค้นหา รวบรวมข้อมูล แยกแยะและนำมาสร้างเป็นความรู้ Self study การสอนมักจะทำเมื่อมีคำถาม เป็นการสอนแบบรายคนหรือรายกลุ่ม มากกว่าการสอนรวม
  3. ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสหาทางแก้ปัญหา ด้วยตนเอง Individual problem solving
  4. ใช้เกมส์ให้มีส่วนในการเรียนรู้ในห้องเรียน Game-based learning.
  5. แบ่งกลุ่มทำโครงงาน team project.
  6. ให้นำเสนอผลงาน ด้วยวิธีการต่างๆ creative presentation
  7. ใช้การวัดผลที่เป็นการวัดผลด้านต่างๆ ออกมา ตามเป้าหมายที่ได้ออกแบบไว้
  8. Informal assessments and multidimensional assessment Tools.

ส่วนบรรยากาศ 9 ข้อ คือ

  1. ครูควรเหลือเวลาให้เด็กค้นคว้ามากๆ คุยมากๆ นำเสนอมากๆ
    1. ใช้เวลาในการสอนให้น้อยลงและมักจะเดินสอนตามกลุ่มมากกว่าสอนรวม
    2. หลีกเลี่ยงการอธิบายอย่างละเอียด แต่จะพยายามให้เด็กค้นหาคำตอบเอง ครูจึงมักจะตอบคำถาม ด้วยคำถามเพื่อให้เด็กสนใจต่อ
    3. ในการสอนแบบเดิม ผู้เรียนมักกลัวผิด เพราะผู้สอนมักจะมีคำตอบที่ถูกเอาไว้แล้ว ดังนั้นใน CBLครูจะหลีกเลี่ยงการตัดสินแบบเด็ดขาด เช่น ถูกต้อง ผิด แต่จะใช้วิธีถามว่า แน่ใจหรือ ทำไมคิดอย่างนั้น หรือ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้
    4. บรรยากาศของ CBL ที่สำคัญมากๆ คือ การสนับสนุนให้คิด
    5. ใช้เรื่องที่เด็กสนใจเป็นเนื้อหานำ และการค้นคว้า และเนื้อหาวิชาความรู้ตามตำราเป็นตัวตามช่วงเวลาเรียนควรยาวกว่า 90 นาที และอาจเรียนหลายวิชาพร้อมๆ กัน ขึ้นกับปัญหาที่ตั้งเกี่ยวโยงกับวิชาใดบ้าง ครูอาจสอนพร้อมๆ กันทั้ง 2-3 วิชาในห้องเรียนเดียวกัน
    6. CBL จะเน้นให้เด็กสนใจพัฒนาการตนเองในด้านต่างๆ จึงไม่จำเป็นต้องวัดผลครั้งเดียว ควรมีการวัดผลและรายงานผลให้เด็กรู้และพัฒนาตนเองในแต่ละด้าน
    7. CBL จะได้ผลดีจากความสมัครใจ ความสนใจของเด็ก และความร่วมมือ มากกว่าการบังคับให้รู้ดังนั้นการตัดคะแนนและลงโทษ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
    8. ครูจะเป็นผู้รับฟังเรื่องราวที่เด็กคิด นำเสนอ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็ก ครูอาจมีการติติง และแสดงความคิดเห็นในจังหวะที่เหมาะสม และสิ่งที่จำเป็นมากๆ คือการให้กำลังใจ

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ