การศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านอ่าวคราม ตำบลด่านสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

มหาวิทยาลัยแม่โจ้- ชุมพร ได้เปิดสอนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยว  ที่มุ่งเน้นการศึกษาด้านการวางแผนและพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน และมีการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้มีการปฏิบัติงานจริงมาโดยตลอด  โดยเฉพาะการค้นคว้าข้อมูลเพื่อการศึกษาวิจัยด้านต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้มีการรังสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนและเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ให้งานวิจัยอันมีคุณค่าเหล่านี้ได้นำไปใช้ประโยชน์  ที่ผ่านมาคณะอาจารย์และนักศึกษาได้มีการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา

สำหรับรูปแบบการนำเสนอผลงานวิจัย นักศึกษาจะทำการศึกษา และค้นคว้าข้อมูลที่เป็นแนวคิด หลักการ หรือปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เช่น แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ  การจัดการทรัพยากรท่องเที่ยว กลยุทธ์ทางการตลาด การจัดการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก หรือการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน เป็นต้น โดยอาจารย์ประจำวิชาจะหาสถานที่จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาเข้าร่วมการนำเสนอผลงานวิจัย สำหรับปี พ.ศ. 2557 ทางสาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยวได้จัดให้นักศึกษาเข้าร่วมงานประชุมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต “ การบูรณาการงานวิจัยไทยเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมอาเซียน” เนื่องจากเห็นว่างานดังกล่าวมีความน่าสนใจและเอื้อให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพด้านการพัฒนางานวิจัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้จากการส่งบทความเข้าร่วมในการนำเสนอผลงานวิจัย ในเรื่อง การศึกษาศักภยาพแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านอ่าวคราม ตำบลด่านสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร โดยนางสาวอรณี  รอดคง เป็นการนำเสนอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสำรวจทรัพยากรท่องเที่ยว ประเมินศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว และเสนอแนวทางในการพัฒนาจัดการการท่องเที่ยวภายในชุมชนบ้านอ่าวคราม โดยใช้การจำแนกช่วงชั้นโอกาสด้านนันทนาการ (ROS)  การประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว (ENTSP) และการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรค (SWOT analysis) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อสร้างแนวทางการการพัฒนาที่เหมาะสมกับพื้นที่

ผลการศึกษาจากการลงพื้นที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลภาคสนาม การประเมินสถานภาพแหล่งโดยใช้แบบฟอร์มประเมินประเภทของแหล่งท่องเที่ยวตามหลักหลักเกณฑ์ของการจำแนกช่วงชั้นโอกาสทางด้านนันทนาการ (Recreation Opportunity Spectrum : ROS) และแบบฟอร์มการประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว ( Evaluation  of  Tourism Potential: ENTSP)ในท่องเที่ยว  และการวิเคราะห์ SWOT analysis ร่วมกับการสัมภาษณ์จากผู้นำชุมชนปรากฏผลการศึกษา ดังนี้

1.  ผลการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ

จากผลการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชุมชนบ้านอ่าวครามพบว่าทรัพยากรที่พบส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ทั้งทรัพยากรสัตว์หน้าดิน เช่น 1)  หอยสังข์หนาม  (Chicoreus ramosus) 2) หอยเจดีย์ (Melanoides tuberculata) 3) ปูลม (Ocypode ceratophthalma) 4) หมึกกระดอง (Sepia pharaonis) 5) นกยางทะเล (gretta sacra ) เป็นต้น และทรัพยากรพืชชายหาด เช่น  1) มะพร้าว (Cocos nucifera   L. var. nucifera) 2) ต้นรัก (Calotropis gigantea (Linn.) 3) สนทะเล (Casuarina equisetifolia) 4) ผักบุ้งทะเล (Ipomoea pes-caprae ( L.) R.br) 5) เตยทะเล (Pandanus tectoriusหรือ Pandanus odoratissimus) 6) สารภีทะเล (Calophyllum inophyllum L) เป็นต้น

ผลการจำแนกเขตท่องเที่ยวตามหลักช่วงชั้นโอกาสทางด้านนันทนาการ (ROS) ซึ่งพิจารณา 4 ปัจจัย โดยการให้ค่าคะแนนตามแบบฟอร์มการจำแนกแหล่งท่องเที่ยวตามหลักเกณฑ์ของการจำแนกช่วงชั้นโอกาสด้านนันทนาการ (Recreation Opportunity Spectrum : ROS) (นภาวรรณ,2549) พบว่า ภายในชุมชนบ้านอ่าวครามเป็นแหล่งนันทนาการฯ (ROS) ประเภทกึ่งธรรมชาติใช้ยานยนต์เนื่องจากการเข้าถึงแหล่งค่อนข้างลำบากมีถนนคอนกรีตสลับกับถนนลูกรังและบางช่วงมีความชัน สลับกันในระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร (มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.55) ระดับความเป็นธรรมชาติและรูปลักษณ์การพัฒนา มีความเป็นธรรมชาติสูงเนื่องจากชุมชนมีลักษณะเป็นอ่าวที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพรรณพืชละสัตว์น้ำ แต่การพัฒนายังไม่เต็มรูปแบบกล่าวคือชุมชนมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานที่จำเป็นบ้าง เช่น ห้องน้ำ ถังขยะ ม้านั่ง เป็นต้น แต่ไม่เพียงพอต่อการรองรับนักท่องเที่ยว (มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.88) สำหรับระดับการพึ่งพาตัวเองพบว่ามีการพึ่งพาตัวเองในการปะกอบกิจกรรมระดับปานกลาง เนื่องจากยังไม่มีเจ้าหน้าที่นำชมสถานที่ท่องเที่ยวที่ชัดเจน (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.33) รวมถึงกิจกรรมการใช้ประโยชน์ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะป้ายเตือน ป้ายบอกทิศทาง (มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.69)

2.  ผลการประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว ( Evaluation  of  Tourism Potential: ENTSP)

ผลการประเมินศักยภาพตามแบบฟอร์มการประเมินที่พิจารณา 4 ด้านและใช้ค่าคะแนนในแบบฟอร์มประเมินศักยภาพและเกณฑ์การประเมินศักยภาพ( Evaluation  of  Tourism Potential: ENTSP) ที่จัดทำขึ้น พบว่า ภายในชุมชนบ้านอ่าวครามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลาง มีทรัพยากรที่หลากหลายทั้งทรัพยากรพืชชายหาด เช่น ต้นมะพร้าว ต้นสน ต้นรัก เป็นต้น และทรัพยากรสัตว์ชายหาด เช่น นกยางทะเล นกเป็ดน้ำ นกกินเปรี้ยว เป็นต้น  รวมทั้งมีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมา เช่น การยกบาม รวมทั้งมีรูปแบบในการประกอบกิจกรรมมีความเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น กิจกรรมดำน้ำชมปะการัง  กิจกรรมตกหมึก ตกปลา กิจกรรมยกบาม เป็นต้น สำหรับสภาพภูมิอากาศถ่ายเทสะดวกเนื่องจากเป็นชุมชนติดทะเล ชุมชนมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในพื้นที่แต่ไม่เพียงพอต่อนักท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มีคุณภาพในการให้บริการ เช่น ห้องน้ำ ถังขยะ ม้านั่ง ซุ้มดอกเห็ด เป็นต้น (มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.19) ส่วนการให้บริการของชาวบ้านยังไม่มีชัดเจนมากนัก เช่น การบริการด้านข้อมูลข่าวสาร การนำเดินชมภายในแหล่งท่องเที่ยว การบริการด้านที่พัก เป็นต้น (มีค่าคะแนนเท่ากับ 1.66) การจัดแบ่งเขตพื้นที่ให้เหมาะสมต่อทรัพยากรธรรมชาติ (Zoning) ทางชุมชนยังไม่มีมาตรการในการจัดการและป้องกับผลกระทบภายในหมู่บ้านพบว่าไม่มีการจัดการขยะที่ชัดเจน (มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.33) อีกทั้งชุมชมยังไม่มีการเข้าร่วมดำเนินการในการตัดสินใจกับการจัดการการท่องเที่ยว กล่าวคือ ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการได้รับผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยว(มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.83)

3. แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน ตำบลด่านสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร บริเวณบ้านอ่าวคราม

จากผลการศึกษา พบว่าแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านอ่าวครามควรมีการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมกับการรองรับนักท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการพัฒนาบนฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เน้นการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การเรียนรู้ พัฒนาชุมชนและด้านสังคม วัฒนธรรม ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางการพัฒนาเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ดังนี้

•  เชิงนโยบาย

1.  พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน โดยจัดโซน (zoning) พื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องน้ำ จุดชมวิว ถนน ป้ายสื่อความหมาย ลานจอดรถ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ จุดชมวิว ศาลาพักผ่อน ถังขยะ เป็นต้น

2.  พัฒนาชาวบ้านโดยการให้ความรู้ความเข้าใจทรัพยากรท่องเที่ยวในพื้นที่ของตนเอง สร้างทัศนคติด้านบวกต่องานบริการและการท่องเที่ยว โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว

3.  พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม และการรักษาความสะอาดของบริเวณชุมชน

4.  จัดทำศูนย์บริการข้อมูลขนาดเล็กเพื่อเป็นแหล่งให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว

•  เชิงปฏิบัติ

1.  ควรพัฒนารูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวหลัก และกิจกรรมท่องเที่ยวรองในพื้นที่ให้เด่นชัด เช่น ดำน้ำชมปะการัง ดูนก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ปีนผา เป็นต้น

2.  สร้างกิจกรรมท่องเที่ยวเกี่ยวกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยวที่สนใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เช่น กิจกรรมยกบาม กิจกรรมตกหมึก เป็นต้น

3. ควรมีการเฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว เช่น มีการจัดอาสาสมัครชาวบ้านเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ