“นโยบายสาธารณะ : ปัญหาและการปฏิรูปการศึกษาของไทย”

“นโยบายสาธารณะ : ปัญหาและการปฏิรูปการศึกษาของไทย

แสงสว่างเล็กๆ ได้เกิดขึ้นท่ามกลางของความมืดมนในการแก้ปัญหาความตกต่ำด้านคุณภาพการศึกษาไทยมาเป็นเวลาที่ยาวนาน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แถลงนโยบาย (คสช.) รายละเอียดในคำประกาศบางส่วน มีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ระบบการศึกษา ที่หลายคนเป็นห่วงนั้นควรจะทำการปรับปรุงทั้งระบบ และมุ่งส่งเสริมเรื่องประวัติศาสตร์ของชาติไทย ความมีวินัย มีศีลธรรม ให้คำนึงถึงผลประโยชน์รวมของประเทศ รู้จักหน้าที่ของตน กระทรวงศึกษาธิการที่มีหน้าที่โดยตรงต้องรับเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่ผู้มีอำนาจตั้งไว้ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือการนำนโยบายไปแปลเป็นยุทธศาสตร์ ที่เจตนารมณ์ของผู้ประกาศ เหมือนคำกล่าวที่ว่า “หลายคนยลตามช่อง หลายคนมองเห็นโคลนตม คนเดียวตาแหลมคม เห็นเดือนดาวอยู่พราวพราย” นักการศึกษาไทยมีหลายระดับ ระดับในกระทรวงศึกษาธิการคิดอีกแบบหนึ่ง ระดับมหาวิทยาลัยคิดอีกแบบหนึ่ง ระดับครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียนคิดอีกแบบหนึ่ง น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกรงว่าจะแปลนโยบายไม่เหมือนกัน เหมือนดังที่เคยเกิดมาแล้วในอดีตคือ เมื่อผู้ใหญ่ที่มีอำนาจไปดูงานหรือไปเห็นอะไรที่ดีมาก็จับมาใส่ไว้ในหลักสูตร จับมาใส่ไว้ในห้องเรียน สั่งให้ครูจัดการเรียนการสอน ครูก็จัดให้เด็กได้เรียนจนจบเนื้อหาตามหลักสูตร แต่ผู้เรียนรับเอาสิ่งที่ใส่ไว้ในหลักสูตรทั้งหมดไม่ได้ เหมือนแก้วเล็กๆ ที่บรรจุน้ำเต็มแล้วแม้ว่าท่านทั้งหลายจะพยายามเทน้ำใหม่ใส่เข้าไป น้ำนั้นก็คงล้นออก เสียเวลาทั้งคนเรียนและคนสอนหรือการสอนแบบท่องจำ เรียนไปแล้วเอาไปใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ การเรียนสมัยใหม่ต้องทำให้เด็กคิดได้จริง การทำโปรเจกต์ การเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ได้ดีที่สุด ต้องเรียนในห้องเรียนให้น้อยลง ในต่างประเทศอย่างสิงคโปร์สอนน้อยลงแต่เน้นเรียนรู้มาก ในขณะที่ไทยถ้ายังสอบแบบจับยัดซึ่งไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร
การปฏิรูปการศึกษา ต้องปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่ปฏิรูปเฉพาะหลักสูตรบางรายวิชา
ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการสอนของครูผู้สอน เปลี่ยนแปลงระบบการเรียนในชั้นเรียนของนักเรียน เปลี่ยนเป็นระบบที่ได้ฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนามหรือสถานประกอบการ เปลี่ยนแปลงระบบการวัดผลที่ไม่สะท้อนให้เห็นความรู้ความสามารถของผู้เรียนจริง เช่น การสอบ ก) ข) ค) ง) ซึ่งคำตอบที่ได้ ผู้ออกข้อสอบได้คิดไว้ให้แล้ว ไม่ได้สะท้อนความคิดของผู้เรียนเลย อีกทั้งหลักสูตรก็เป็นเรื่องของกระทรวงซึ่งไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรมาดูแล มีหลายรายวิชาที่เนื้อหาไม่มีประโยชน์กับชีวิตปัจจุบันของคนในบางสังคม ใช้เวลาเรียนเสียไปกับขยะรายวิชาที่เด็กไม่สนใจเรียน เด็กโดดเรียนหรือเกิดจากสาเหตุรายวิชาเรียนที่ไม่น่าสนใจ
การปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายของ คสช.ครั้งนี้ รูปแบบการปฏิรูปก็ไม่ได้ต่างจากการปฏิรูปที่ล้มเหลวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา คือเพิ่มเนื้อหาวิชา หรือจัดกลุ่มวิชาเรียนเฉยๆ แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีเรียน ไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการวัดผลการเรียน ถ้าลองเปรียบเทียบการปฏิรูปการศึกษากับการเป็น
พ่อครัวปรุงอาหาร รัฐบาล คสช. ก็คือพ่อครัวคนใหม่ที่ยังใช้ภาชนะเดิม ใช้เครื่องปรุงอาหารแบบเดิม เพียงเสริมเติมแต่งบางส่วนที่คิดว่ามันขาดไปเท่านั้น เสมือนพ่อครัวทำกับข้าว พ่อครัวในอดีตก็ทำเหมือนรัฐบาล คสช. ทำ คือหาส่วนที่ขาดไปมาเติม แต่ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของหม้อปรุง พอถึงคิวทำกับข้าวก็ชิมอาหารหม้อเก่าที่เขาปรุงไว้แล้วเห็นว่ามันจืดไปก็ให้เติมเกลือหรือน้ำปลา หรือหากมีพ่อครัวคนต่อไปอีกมาชิมอีก ก็บอกว่ามันยังหวานไม่พอ ต้องใส่น้ำตาลลงไป พอถึงพ่อครัวคนที่สามมาถึงก็บอกว่ายังเปรี้ยวไม่พอ ก็ให้บีบน้ำมะนาวลงไป พอถึงคนที่สิบอาหารหม้อนั้นก็คงกินไม่ได้ โบราณบอกว่า “พ่อครัวหลายคนปรุงอาหารไม่อร่อย” ใช้พ่อครัวที่มีความเชี่ยวชาญด้านปรุงอาหารเพียงคนเดียวเท่านั้น
เหมือนการบริหารประเทศที่มีนายกรัฐมนตรีหลายคนก็บริหารไม่ได้ ใช้คนหลายก๊ก หลายเหล่า
หลายพรรค หลายพวก ไม่เคารพกฎกติกา ไม่มีวัฒนธรรม ในที่สุดประเทศก็เดินไม่ได้ จนจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหาทางออกประเทศ การศึกษาก็ไม่ต่างกันเพราะที่ผ่านมามีแต่ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ห่างโรงเรียน ไม่รู้ปัญหาจริง แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ตอบโจทย์ คุณภาพจึงไม่เพิ่ม
ใช้งบประมาณทุ่มลงไปเหมือนหมอชาวบ้านที่พยายามกรอกยารักษาโรคให้คนป่วย พยายามเพิ่มยา
เข้าไปมากๆ เพื่อให้คนป่วยหายเร็ว ก็มีแต่จะทำให้คนป่วยอาการหนักมากขึ้นหรือตายเร็วขึ้น
การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้รัฐบาลมีอำนาจพิเศษ ก็ต้องใช้อำนาจพิเศษจัดการปฏิรูปการศึกษา ใช้คนที่มีความรู้มีความสามารถจริง ซึ่งในประเทศไทยก็คงยังพอหาได้ โรงเรียนนานาชาติทั้งหลายโรงเรียนที่เขาประสบผลสำเร็จ หรือโรงเรียนดีๆ ของไทยเพื่อเป็นต้นแบบ ของบางอย่างเราอาจเรียนรู้จากคนอื่น เขาเพื่อจะได้พัฒนาตนเองได้


แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ