ชันโรง

ชันโรง (Stingless bee) เป็นแมลงในกลุ่มเดียวกับผึ้ง แต่มีขนาดเล็กกว่า และไม่มีเหล็กใน เป็นแมลงที่ปรับตัวเก่ง อาศัยอยู่ตามโพรงต้นไม้ โพรงใต้ดิน หรืออาจพบเห็นได้ตามท่อเหล็ก ท่อประปา รูเสาต่าง ๆ มีการกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภาค เช่น ภาคเหนือเรียกว่าขี้ตังนีหรือขี้ตึง ภาคอีสานเรียกว่าขี้สูด ภาคตะวันออกเรียกว่าอีโลม ภาคตะวันตกเรียกว่าตุ้งติ้งและภาคใต้เรียกว่า อุง

ชันโรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรพืช เนื่องจากการผสมเกสรของชันโรงไม่มีความเฉพาะเจาะจงกับชนิดของดอกไม้ สามารถผสมเกสรพืชได้หลากหลายชนิดมากกว่าผึ้ง อีกทั้งมีระยะทางในการบินไปหาอาหารไม่ไกลจากรังมากนัก ส่งผลให้การใช้ประโยชน์จากการผสมเกสรของชันโรงจึงมีความแม่นยำมากกว่าผึ้ง

การใช้ประโยชน์จากชันโรงนอกจากการผสมเกสรแล้ว ผลผลิตจากชันโรงที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แก่ น้ำผึ้งและชัน โดยน้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจะมีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งพันธุ์เพราะเชื่อว่าน้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงมีสรรพคุณทางยา ส่วนชัน (propolis) เป็นส่วนของยางไม้ที่ชันโรงเก็บมาจากต้นพืชนำมารวมกับไขผึ้งที่ผลิตขึ้นภายในลำตัวของชันโรง องค์ประกอบส่วนใหญ่ของชันเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อโรคและเพิ่มภูมิคุ้มกัน จากเดิมมีการนำชันมาใช้ในการยาเรือ อุดภาชนะ อุดฐานพระ ปัจจุบันมีการนำชันมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เครื่อสำอาง โดยใช้สรรพคุณของชันในการแก้อักเสบของผิวหนัง รักษาการติดเชื้อในช่องปาก รักษาเหงือกอักเสบ

วิธีการแยกขยายชันโรง

การเลือกชันโรงที่พร้อมจะนำออกจากขอนไม้ตามธรรมชาติ มาใส่กล่องเลี้ยง หรือ การแยกขยายชันโรงจากกล่องเลี้ยงต้องเป็นชันโรงที่มีตัวเต็มวัยและตัวอ่อนพร้อมดักแด้ ที่มีปริมาณพอสมควร และมีอาหารถ้วยเกสร และถ้วยน้ำหวาน อัตราส่วนที่สมบูรณ์ สังเกตจากปริมาณตัวเต็มวัย ที่มีการบินเข้าออกมาก และทุกเที่ยวบินมีความสม่ำเสมอในการหาอาหาร โดยปฏิบัติ ดังนี้

1. การแยกขยายพันธุ์ชันโรงช่วงที่เหมาะสมต้องเป็นช่วงที่มีอาหารสมบูรณ์

2. ตรวจดูปริมาณ (ไข่ ดักแด้ ตัวเต็มวัย) ให้มีปริมาณสมดุลและจำนวนเหมาะสมก่อนทำการแยกรัง

3. การแยกไข่ ดักแด้ ตัวเต็มวัย (ชันโรงที่เลี้ยง) ปริมาณครึ่งหนึ่งของเดิมโดยมีหลอดนางพญาติดไปด้วย และนำไปใส่ในรังใหม่ โดย รังใหม่ต้องแห้งไม่ชื้อ ชันโรงพี่เลี้ยงจะช่วยกัดหลอดดักแด้ตัวเต็มวัยออกจากหลอดตัวอ่อน ถ้าไม่มีชันโรงพี่เลี้ยงจะทำงานให้ดักแด้ในหลอดตัวอ่อนจะตาย เนื่องจากชันโรงพี่เลี้ยงช่วยกัดให้ออกจากหลอดดักแด้ พร้อมกันนี้ต้องทำการสำรวจดูนางพญา หรือหลอดนางพญาให้สัมพันธ์กับกลุ่มหลอดไข่ และหลอดดักแด้ เพื่อชันโรงจะได้มีนางพญา และพร้อมออกเป็นตัวเต็มวัย และทำการผสมพันธุ์กับชันโรงตัวผู้

4.ถ้วยอาหาร (ถ้าเกสรและถ้วยน้ำผึ้ง) นำใส่ลงในรังโดยวางใกล้ปากทางเข้าออกของรัง

5. นำไข (ขี้ชัน) มาแปะบริมาณทางเข้าเพื่อล่อตัวเต็มวัยชันโรงงานให้กลับเข้ารังเพาะเลี้ยง

6. ปิดทางเข้ารังชันโรง (รังเดิม) ด้วยไขชันโรงหรือกระดาษแล้วจึงนำชันโรงที่มีนางพญา หรือรังเดิมออกห่างจากจัดเดิมประมาณ 20-30 เมตร และนำรังชันโรงที่ทำการแยกขยาย (รังใหม่) มาตั้งไว้ที่เดิม เพื่อให้ชันโรงงานกลับเข้ารัง ทำให้ปริมาณชันโรงมากขึ้น

7. การแยกรังเลี้ยงชันโรง ควรเตรียมวัสดุกันศัตรูชันโรง โดยเฉพาะพวกมดที่ชอบกินน้ำหวาน เพราะมดนี้จะเข้าไปกินน้ำหวาน และทำลายหลอดดักแด้ของชันโรง ทำให้การแยกขยายชันโรงเสียหาย

8. ชุดปฏิบัติงาน (เสื้อผ้า) ในการแยกขยายชันโรง ควรเป็นชุดทำจากผ้าร่มและมีสีอ่อนๆ เช่น สีขาว เพราะถ้าเป็นสีเข้ม เช่น สีดำ หรือ สีน้ำเงิน ชันโรงจะกัดและเกาะติดผ้า โดยจะกัดแบบไม่ยอมปล่อย และตายในที่สุด และควรสวมหมวกตาข่ายสีอ่อน ใส่ถุงมือ ทุกครั้งที่ปฏิบัติงาน

การจัดการรัง

การจัดการรังที่ดี เป็นการแสดงถึงโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงชันโรง โดยต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ตั้งรังชันโรง เทคนิคการขยายรัง และการป้องกันกำจัดศัตรูชันโรง

การวางรังชันโรง นอกจากจะต้องสำรวจดูความเหมาะสม สถานที่ตั้งรับ บริเวณรอบ ๆ สถานที่พืชอาหาร ความปลอดภัยจากสารเคมี ศัตรูชันโรง รวมทั้งสภาพลมและการจัดการรัง ควรทำเนินการดังนี้

1. บริเวณที่ตั้งควรมีพืชอาหารเพียงพอ และสมดุลกันกับปริมาณของชันโรง

2. วางรังชันโรงให้กระจายครอบคลุมพื้นที่ เพื่อประสิทธิภาพในการหาอาหารและผสมเกสร

3. ควรตรวจสภาพรังอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูปริมาณการเจริญเติบโต สภาพความสมบูรณ์ของอาหารและศัตรูของชันโรง กรณีถ้าอาหารไม่เพียงพอต้องเคลื่อนย้ายไปในที่ที่เหมาะสม

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ