การพัฒนาตนเอง สู่ การเป็นนักวิจัยเพื่อ “ท้องถิ่น”

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” …เอ๊ะคืออะไร คำถามนี้มีคำตอบและคำตอบนี้เพื่อนักวิจัยรุ่นใหม่ ซึ่งเข้ามามีบทบาทในฐานะ “ปัญญา” ของชุมชน ช่วยเสริมสร้าง เติมเต็มองค์ความรู้แก่ชุมชน ให้สามารถแก้ไขข้อสงสัย ประเด็นคำถาม ปัญหา และความต้องการของชุมชน จนสามารถขับเคลื่อนหรือดำเนินกิจกรรมบางอย่างให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เครื่องมือ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพร” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) สรุปข้อมูลได้ดังนี้

แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

“งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” มุ่งการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นให้ “คน” ในชุมชนท้องถิ่นใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้วยการเข้าร่วมกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ชุมชนเพื่อกำหนดโจทย์ / คำถามวิจัย การทบทวนทุนเดิมในพื้นที่ การออกแบบการวิจัยและการวางแผนปฏิบัติการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การทดลองปฏิบัติจริงเพื่อสร้างรูปธรรมในการตอบโจทย์วิจัยหรือแก้ปัญหาในพื้นที่วิจัย การประเมินและสรุปบทเรียน เน้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างนักวิจัยชาวบ้าน คนในชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ ข้าราชการ นักพัฒนา และผู้ทรงคุณวุฒิที่จะได้เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้และกลไกการจัดการปัญหาและการพึ่งตนเองของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่การวิจัย

1. ลักษณะสำคัญของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

  1. เป็นข้อสงสัย เป็นคำถาม หรือเป็นประเด็น เป็นเรื่องอะไรก็ได้ โจทย์อะไรก็ได้ ที่ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นเห็นว่ามีความสำคัญ และต้องการค้นหาคำตอบร่วมกัน ซึ่งชุมชนในที่นี้มีความหมายที่หลากหลาย หมายรวมถึงกลุ่มคนในพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่มีเป้าหมายหรือดำเนินกิจกรรมบางอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอนุรักษ์ป่า กลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ หน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้ประกอบการ เป็นต้น
  2. มีคนในชุมชนท้องถิ่นร่วมเป็นนักวิจัยและร่วมในกระบวนการวิจัยเพื่อค้นคว้าหาคำตอบ กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นต้องร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ร่วมวิเคราะห์ ร่วมตรวจสอบและแปลความหมาย รวมทั้งคาดว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงภายหลังการดำเนินการวิจัย
  3. มีการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหา มีการดำเนินงานรวบรวมข้อมูล และทดลองปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินงาน 2 ระยะ คือ ระยะแรก วิจัยเพื่อให้ทราบสภาพที่เป็นอยู่ ได้แก่ สภาพหรือบริบทชุมชน ภูมิปัญญาในชุมชน สภาพของปัญหานั้น ทราบสาเหตุ ปัจจัย เงื่อนไขของปัญหา และเลือกทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ระยะที่สอง เป็นการทดลอง (วิจัยปฏิบัติการ) เพื่อแก้ปัญหา และวิเคราะห์ สรุปบทเรียน รวมทั้งสิ่งที่ได้เรียนรู้

2. รูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

การวิจัยเพื่อท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ

2.1 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น

เป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นให้ชาวบ้านใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือตามแนวคิดและวิธีการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทั้งในเชิงเนื้อหาและกระบวนการ ภายใต้หลักการว่า “เป็นปัญหาของชาวบ้าน ชาวบ้านเป็นทีมวิจัย และมีปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา” โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1-2 ปี งานวิจัยแบบนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนท้องถิ่น เพื่อการทำความเข้าใจและหาทางเลือกในการแก้ปัญหาในทุกประเด็น โดยชุมชนท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการในทุกขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ชุมชนเพื่อกำหนดโจทย์ / คำถามวิจัย การทบทวนทุนเดินในพื้นที่ การออกแบบการวิจัยและการวางแผนปฏิบัติการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การทดลองปฏิบัติจริงเพื่อหารูปธรรมการแก้ไขปัญหาระหว่างดำเนินการวิจัยในพื้นที่ มีการประเมินและสรุปบทเรียน โดยนำเอาข้อสรุป/ผลจากการวิจัยไปสู่ทางเลือกของการแก้ไขปัญหาในพื้นที่วิจัย

2.2 การวิจัยเพื่อสร้างทางเลือกของท้องถิ่น

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เสนอทางเลือกให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของท้องถิ่น และกลุ่มคนเป้าหมายที่มีหลากหลายระดับ หรือเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเลือกความเหมาะสม งานวิจัยแบบนี้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8-10 เดือน โดยมุ่งใช้งานวิจัยเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ของปัญหาหรือสภาวการณ์ดำรงอยู่ของประเด็นหรือข้อสงสัยในชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งเป็นกระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัยและการสกัดความรู้และโจทย์การวิจัยจากการทำงานพัฒนาของชุมชน ตลอดจนใช้กระบวนการวิจัยเพื่อการเตรียมชุมชน เตรียมทีมวิจัยชาวบ้าน และนำไปสู่การวางแผนปฏิบัติการ และการสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาในเบื้องต้นของชุมชนท้องถิ่น

3. เครื่องมือการศึกษาชุมชนและเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วม

  1. เส้นแบ่งเวลา (Time line)
  2. แผนที่ชุมชน (รอบในและรอบนอก)
  3. ปฏิทินประเพณี วัฒนธรรม
  4. ปฏิทินการเกษตร
  5. ผังเครือญาติ
  6. โอ่งชีวิต
  7. แบบเก็บข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ
  8. การวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้อง (Steak holder analysis)
  9. แบบสอบถามนักท่องเที่ยว
  10. แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง

สืบเนื่องจากงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) เรื่องการพัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดชุมพร จึงได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนการวิจัยได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพผ่านกระบวนการพบผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้จากการปฏิบัติ และการศึกษาด้วยตนเอง

การฝึกอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชน

1. การเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่

ที่สำคัญมีดังนี้ (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2554 : 44 )

  1. ความต้องการความสนใจ (Need and interests) ผู้ใหญ่จะถูกชักจูงให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีถ้าหากตรงกับความต้องการและความสนใจในประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาก็จะเกิดความพึงพอใจ เพราะฉะนั้นจะมีการเริ่มต้นในสิ่งเหล่านี้ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมทั้งหลาย เพื่อให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้นั้นจะคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่ (Life Situations) การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะได้ผลดีถ้าหากถือเอาตัวผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน ดังนั้นการจัดหน่วยการเรียนการสอนที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ ควรยึดถือสถานการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่เป็นสำคัญ มิใช่ตัวเนื้อหาวิชาทั้งหลาย
  2. การวิเคราะห์ประสบการณ์ (Analysis of experience) เนื่องจากประสบการณ์เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ ดังนั้น วิธีการหลักสำคัญของการศึกษาผู้ใหญ่ก็คือ การวิเคราะห์ถึงประสบการณ์ของผู้ใหญ่แต่ละคนอย่างละเอียดว่ามีส่วนไหนของประสบการณ์ที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้บ้าง แล้วจึงหาทางนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป
  3. ผู้ใหญ่ต้องการเป็นผู้นำตนเอง (Self-Directing) ความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกของผู้ใหญ่ก็คือ การมีความรู้สึกต้องการที่จะสามารถนำตนเองได้ เพราะฉะนั้นบทบาทของครูจึงอยู่ในกระบวนการสืบหาหรือค้นหาคำตอบร่วมกันกับผู้เรียน (Mutual inquiry) มากกว่าการทำหน้าที่ส่งผ่านหรือเป็นสื่อสำหรับความรู้ แล้วทำหน้าที่ประเมินผลว่าเขาคล้อยตามหรือไม่เพียงเท่านั้น
  4. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual difference) ความแตกต่างระหว่างบุคคลจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละบุคคลเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการสอนนักศึกษาผู้ใหญ่จะต้องจัดเตรียมการในด้านนี้อย่างดีพอ เช่น รูปแบบของการเรียนการสอน (Style) เวลาที่ได้ทำการสอน สถานที่สอน และประการสำคัญ คือ ความสามารถในการเรียนรู้ในแต่ละขั้นของผู้ใหญ่ ย่อมเป็นไปตามความสามารถของผู้ใหญ่แต่ละคน (Pace of learning)

หลักการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ 10 ประการ (Adult Learning Ten Principles)

การเรียนรู้ในสถานการณ์หนึ่งๆ อาจเกิดขึ้นได้มากกว่าหรือดีกว่าในอีกสถานการณ์หนึ่ง องค์ประกอบหรือหลักการ 10 ประการ ที่จะมีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult learning) จะเป็นการช่วยให้การฝึกอบรมประสบความสำเร็จด้วยดี ปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่เหล่านั้นมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมากในการเรียนรู้และการฝึกอบรมผู้ใหญ่ โดยจะคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1. ควรพิจารณาและให้ความสำคัญกับ แรงจูงใจในการเรียน (Motivation to learn) นั่นคือ บุคคลจะเรียนรู้ได้ดีถ้าหากมีความต้องการในการเรียนสิ่งนั้นๆ

2..สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ (Learning environment) ต้องมีความสะดวกสบายเหมาะสม ตลอดจนได้รับความไว้วางใจและการให้เกียรติผู้เรียน (Trust and respect)

3. ควรคำนึงถึง ความต้องการในการเรียน ของแต่ละบุคคล และรูปแบบของการเรียนรู้ (Learning style) ที่มีความหลากหลาย

4. ต้องคำนึงถึง ความรู้เดิมและประสบการณ์ (Experience) อันมีคุณค่า

5. ควรได้พิจารณาถึงการดูแลและให้ความสำคัญกับ เนื้อหาและกิจกรรมในการเรียนรู้ (Leaning content and activities)

6. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ปัญหาที่สอดคล้องกับความจริง (Realistic problems) และนำการเรียนรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา

7. ต้องให้การเอาใจใส่กับการมีส่วนรวมทั้งทางด้าน สติปัญญา และทางด้านร่างกาย ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. ควรให้มี เวลาอย่างพอเพียง ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะ การเรียนรู้ข้อมูลใหม่ การฝึกทักษะใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ

9. ให้โอกาสในการ ฝึกภาคปฏิบัติจนเกิดผลดี หรือ การนำความรู้ไปประยุกต์ได้

10. ให้ผู้เรียนได้แสดงถึง ศักยภาพ หรือสมรรถภาพในการเรียนรู้ จนกระทั่ง เขาได้แลถึงความก้าวหน้าว่า สามารถบรรลุเป้าหมาย ได้

2. ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการปฏิสัมพันธ์ทางด้านสังคม โดยเฉพาะการพูดซึ่งถือว่าเป็นความสามารถด้านภาษาที่สำคัญ การพูดอาจไม่ถูกหลัก  ไวยกรณ์แต่สื่อความหมายได้และเหมาะสมกับสถานการณ์

ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชน หมายถึง ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งผู้ประกอบการการท่องเที่ยวจำเป็นต้องใช้เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะด้านการพูด ซึ่งการพูดนั้นอาจไม่ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์แต่สื่อความหมายและเข้าใจกันได้ตามสถานการณ์นั้นๆ

วิธีสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร

การสอนภาษาที่ไม่ได้มุ่งความถูกต้องแม่นยำทางกฎเกณฑ์ภาษา หากแต่คำนึงถึงการนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารที่แท้จริงด้วย จึงพอที่จะสรุปลักษณะที่สำคัญของวิธีการสอนแบบนี้ได้ดังนี้

1. .มุ่งเน้นการนำภาษาไปใช้จริง (Use) มากกว่าการสอนวิธีการใช้ภาษาตามหลักภาษา (Usage) และให้ความสำคัญกับความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา (Fluency) มากกว่าความถูกต้องแม่นยำในการใช้ภาษา (Accuracy) ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าวิธีการสอนนี้ละเลยการสอนหลักไวยากรณ์ เมื่อผู้เรียนใช้ภาษาผิดๆ ผู้สอนก็จะเข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่เข้าไปขัดจังหวะผู้เรียนทันที ซึ่งจะทำให้การใช้ภาษาหรือการสื่อสารของผู้เรียนหยุดชะงัก และการแก้ไขผู้สอนจะแก้ไขเฉพาะสิ่งที่สำคัญๆ และสิ่งที่ผิดพลาดบ่อยๆ เท่านั้น

2. .มุ่งเน้นการเรียนการสอนทั้ง 4 ทักษะ แบบบูรณาการ (Integrated skills) ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมุ่งฝึกนักเรียนให้มีทักษะทางภาษาในการติดต่อสื่อสาร

3. มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีบทบาทในการฝึกภาษาเป็นสำคัญ โดยมีผู้สอนเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมและเป็นผู้ช่วยในการฝึกภาษาดำเนินต่อไประหว่างผู้เรียนด้วยกันในลักษณะกิจกรรมกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย และกิจกรรมคู่ นอกจากนี้ผู้สอนเป็นผู้ร่วมสื่อสาร (Co-communicator) ในบางสถานการณ์เพื่อเป็นตัวอย่างในการฝึกภาษาแก่ผู้เรียน

4. มุ่งเน้นการสอนหน้าที่ทางภาษา (Functions) มากกว่าการสอนรูปแบบทางภาษา (Forms) เพราะอาจมีรูปแบบทางภาษาหลายอย่างที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน การสอนที่มุ่งเน้นหน้าที่ของภาษานี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบว่าตนเองมีความประสงค์ในการสื่อสารอย่างไร เช่น ผู้เรียนอยากจะแนะนำตนเอง หน้าที่ของภาษาที่ผู้เรียนต้องใช้ คือ การแนะนำตนเอง (Self-introduction) รูปแบบภาษาอาจมีหลายอย่างที่ผู้เรียนสามารถเลือกมาใช้ได้ คือ

My name is …………………………………………   .

I am …………………………………………………   .

May I introduce myself? I am ………………………   .

I’d like to introduce myself. My name is ……………   .  เป็นต้น

5. ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำคัญของวิธีการสอนแบบนี้ คือ กิจกรรมการเรียนการสอนทุกกิจกรรมต้องเป็นไปเพื่อการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม การแสดงบทบาทสมมติ การแก้ปัญหา กิจกรรมที่เป็นการสื่อสารที่แท้จริงต้องมีลักษณะเหมือนกับการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันมากที่สุด

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ