สารสกัดแทนนินจากใบหูกวาง: วิธีการเตรียมอย่างง่ายและการประยุกต์ใช้ในปลาสวยงาม

แทนนิน (tannin, tannic acid) เป็นสารประกอบพอลิฟีนอลมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน มีจำหน่ายเป็นการค้าในรูปของกรดแทนนิค (tannic acid) เป็นสารให้ความฝาดและรสขม พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น ใบชา ใบฝรั่ง ใบพลู ใบชุมเห็ด ผลไม้ดิบ เช่น ในเปลือกกล้วยดิบ เปลือกมังคุด เปลือกมะพร้าวอ่อน เมล็ดของผลไม้ เช่น องุ่น เม็ดในของมะขาม และพบในไวน์แดง (หทัยพร, 2547)

รูปแบบของสารแทนนิน

1) ไฮโดรไลเซเบอแทนนิน (Hydrolyzable tannins) เป็นชนิดที่ประกอบด้วยโครงสร้างของสาร 2 กลุ่ม คือ ส่วนที่เป็นน้ำตาล ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส และสารประกอบโพลีออล ทั้งนี้องค์ประกอบส่วนใหญ่จะพบส่วนกรดฟีนอลมากกว่าน้ำตาล พบมากในส่วนใบ ฝัก และส่วนที่ปูดออกมาจากปกติเมื่อต้นไม้ได้รับอันตราย แบ่งออกเป็นชนิดย่อยได้ 2 ชนิด คือ

- แกลโลแทนนิน (Gallotannins) เป็นสารที่ประกอบด้วยกรดแกลลิกเชื่อมต่อกับน้ำตาลด้วยพันธะเอสเทอร์ เมื่อสลายตัวจะได้กรดแกลลิก และน้ำตาลกลูโคส พบในพืช ได้แก่ โกศน้ำเต้า กานพลู กุหลาบแดง และเหลือก

- แอลลาจิกแทนนิน (Ellagitannins) เป็นชนิดที่ประกอบด้วยโครงสร้างของกรดเฮกซะไฮดรอกซิไดฟีนิก (Hexahydroxydiphenic acid) เช่น กรดซิบิวลิก และกรดไฮโดรเฮกซะไฮดรอกซิไดฟีนิกที่รวมอยู่กับน้ำตาลแอลลาจิกแทนนิน เมื่อสลายตัวจะได้กรดเฮกซะไฮดรอกซิไดฟีนิก และเกิดปฏกิริยาที่ได้กรดแอลลาจิกตามมา พบได้ในพืช เช่น ผลทับทิม ผลสมอไทย ต้นโอ๊ค ต้นยูคาลิปตัส เป็นต้น

2) คอนเดนเซด แทนนิน (Condensed tannins) เป็นสารประกอบที่มีความซับซ้อน มีสภาพความคงตัวสูง สลายตัวด้วยน้ำยากกว่าชนิดไฮโดรไลเซเบอแทนนิน พบได้ในส่วนเปลือกต้นและแก่นไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น พืชกลุ่มอบเชย ชินโคนา หลิว โอ๊ค โกโก้ และใบชา (ฤทัยรัตน์, 2551)

การใช้ประโยชน์จากสารแทนนิน

สารแทนนินมีคุณสมบัติตกตะกอนโปรตีน ทำให้หนังสัตว์ไม่เน่าเปื่อย จึงมีการใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง และจากฤทธิ์ฝาดสมานของแทนนินจึงมีการนำไปใช้ประโยชน์ในทางด้านเภสัชกรรม เช่น รักษาอาการพุพอง อาการท้องเสีย เป็นต้น นอกจากนี้แทนนินยังนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การย้อมผ้า การบำบัดน้ำเสีย กาว ปุ๋ย ธุรกิจปลาสวยงาม ผลผลิตเครื่องสำอาง น้ำหมึก สีย้อมผ้าต่างๆ เป็นต้น

ใบหูกวาง

ใบหูกวางเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวกันแบบเวียนและสลับให้ถี่ขึ้นที่บริเวณปลายกิ่ง ในธรรมชาติหูกวางไม้ผลัดใบ จะมีการผลัดใบในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม โดยจะร่วงพร้อมกันทั้งต้น จากนั้นช่วงกลางเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นต้นฤดูฝน หูกวางจะแตกใบอ่อนสีเขียวออกมาพร้อมกับแทงช่อดอกออกมาด้วย และช่วงเดือนมิถุนายนก็จะปรากฏผลของหูกวางกระจายอยู่เต็มต้น ลักษณะใบหูกวางที่ร่วงจะมีอยู่สองประเภท คือ กลุ่มที่มีสีแดงและกลุ่มที่มีสีเหลืองอ่อน (ภาพที่ 3) เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของใบหูกวางจะพบองค์ประกอบพวก เถ้า Cellulose Lignin Pentosan Alkaloid และมีปริมาณสารแทนนินอยู่ถึง 12.67 เปอร์เซ็นต์ทั้งนี้ใบหูกวางแห้งที่มีลักษณะสีแดงจะมีสารประกอบที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรียมากกว่าใบสีเหลืองที่จะมีสารประกอบที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย รวมทั้งปริมาณแทนนินน้อยกว่า (ตารางที่ 1) (อรัญญา และคณะ, 2549)

ตารางที่ 1 องค์ประกอบทางเคมีของใบหูกวาง

ชนิดของสารประกอบ

(เปอร์เซ็นต์)

ใบสีเหลือง ใบสีแดง
กรดแทนนิค 14.5±3.2 16.7±2.6
รูติน 20±1.6 42.5±5.8
ไอโซเคอร์ซิตริน 12±1.6 25±2.99
ทองแดง 0.40±0.12 0.46±0.1
สังกะสี 2.56±0.71 2.37±0.34

ที่มา: ดัดแปลงจากอรัญญาและคณะ (2549)

สารกลุ่มแทนนิน (Tannins) ที่ได้จากใบหูกวางนี้มีรายงานว่าสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ค่าคุณภาพน้ำจากที่ต่ำกว่ามาตรฐานกลับมามีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานกำหนด (ค่าต่ำสุดที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงชีวิตอยู่ได้) และช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำให้หมดไปภายใน 21 วัน โดยไม่มีผลต่ออุณหภูมิ ค่า pH การละลายของออกซิเจนในน้ำ และการละลายของฟอสฟอรัสในน้ำ ส่วนปริมาณแอมโมเนียและไนไตรท์ลดลง (สมจินตนา และวรวัฒ, 2550) ซึ่งสอดคล้องกับภูมิปัญญาชาวบ้านตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบันที่มีการนำเอาใบหูกวางแห้งแช่ในขวดหมักปลากัด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรคให้ปลามีสุขภาพแข็งแรง โดยอันที่จริงแล้วปลาที่มีสุขภาพดีก็เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยนั่นเอง นอกจากนี้ นันทริกา (2549) รายงานผลการศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและใบหูกวางแห้งต่อการงอกของหางและค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่นในปลาคาร์ฟ พบว่ากลุ่มปลาคาร์ฟที่มีการเสริมสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีการงอกของหางได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ไม่มีความแตกต่างกันของกลุ่มที่เลี้ยงในน้ำแช่ใบหูกวางแห้ง

วิธีการเตรียมสารสกัดและการนำสารสกัดแทนนินจากใบหูกวางไปประยุกต์ใช้

1) การสกัดสารแทนนินจากใบหูกวางโดยวิธีการหมักกับน้ำ

เมื่อทำการแช่หมักใบหูกวางแห้ง (เก็บใบหูกวางแห้งนำมาล้างน้ำทำความสะอาดและนำไปอบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส หรือตากให้แห้ง )ที่ระยะเวลาและน้ำหนักต่างกัน พบว่าปริมาณใบหูกวาง และระยะเวลาที่ต่างกันส่งผลให้ได้ความเข้มข้นของสารแทนนินต่างกัน โดยความเข้มข้นของแทนนินมีมากที่สุดในระยะเวลาการแช่ที่ 14 วัน โดยชุดที่แช่ใบหูกวาง 30 กรัมต่อลิตร มีความเข้มข้นของแทนนินสูงที่สุดคือ 191.03±7.53 มิลลิกรัมต่อลิตร รองลงมาคือชุดที่แช่ใบหูกวาง 20 กรัมต่อลิตร และชุดที่ใช้ใบหูกวาง 10 กรัมต่อลิตร มีความเข้มข้นของแทนนิน 136.94±7.29 และ 58.52±6.06 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ (ภาพที่ 6) ซึ่งสามารถหาความสัมพันธ์ของใบหูกวางกับความเข้มข้นของแทนนินที่แช่ในระยะเวลา 14 วัน ได้สมการดังนี้ y = 6.4677x ที่ R2 =0.9951 (ภาพที่ 7) นั่นคือ ใบหูกวาง 1 กรัม ให้ความเข้มข้นของแทนนิน 6.47 มิลลิกรัมต่อลิตร และการแช่ใบหูกวางแห้งควรแช่เป็นระยะเวลา 14 วัน จึงจะมีความเข้มข้นของแทนนินสูงที่สุด

2) การสกัดสารแทนนินจากใบหูกวางโดยวิธีการใช้ความร้อน

แม้ว่าการแช่ใบหูกวางแห้งเป็นวิธีการสกัดที่ง่าย สะดวก และประหยัด แต่ใช้เวลานาน ถ้าต้องการใช้น้ำใบหูกวางแบบเร่งด่วนแนะนำให้ใช้วิธีการสกัดแบบวิธีอื่นเช่น วิธีการใช้ความร้อนสกัดสารแทนนินจากใบหูกวาง โดยเก็บใบหูกวางแก่จัดนำมาล้างน้ำให้สะอาดและนำใบหูกวางที่ได้ไปอบหรือตากให้แห้ง จากนั้นนำมาตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ชั่งน้ำหนักแล้วนำไปต้ม ทั้งนี้จากผลการต้มใบหูกวางแห้งที่ระยะเวลาและปริมาณต่างกัน พบว่าการต้มใบหูกวาง 20 กรัมต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ในระยะเวลา 30 นาที เป็นวิธีการสกัดสารแทนนินที่ดีที่สุด ซึ่งใช้ปริมาณใบหูกวางในการสกัดน้อยแต่ได้ความเข้มข้นของแทนนินไม่แตกต่างกับการต้มใบหูกวาง 30 กรัมต่อลิตร โดยการต้มใบหูกวาง 20 กรัมต่อลิตร มีความเข้มข้นของแทนนินมากกว่าการแช่ใบหูกวาง 30 กรัมต่อลิตร 4.1 เท่า

การประยุกต์ใช้สกัดสารแทนนินจากใบหูกวางในด้านต่างมีดังนี้

1) การใช้สารสกัดแทนนินจากใบหูกวางลดปริมาณแอมโมเนียในน้ำ

สารสกัดแทนนินจากใบหูกวางที่ความเข้มข้น 200 ppm สามารถลดปริมาณแอมโมเนียได้สูงที่สุด (ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากความเข้มข้นเริ่มต้น) ภายในระยะเวลา 10 นาที ถือว่าเป็นการกำจัดแอมโมเนียที่มีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ เช่น การใช้ระบบหมุนเวียนไนตริฟิเคชั่น ระบบไบโอฟลอค และการใช้สารเคมีอื่นๆ ซึ่งอาจจะทำให้มีการสะสมของสารพิษและเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ

2) การใช้สารสกัดแทนนินจากใบหูกวางรักษาแผลและเร่งการงอกของหางปลากัด

จากการศึกษาหาความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารสกัดแทนนินจากใบหูกวางต่อประสิทธิภาพในการงอกของหางปลากัด พบว่า ปลากัดที่ใช้สารสกัดแทนนินจากใบหูกวางที่ความเข้มข้น 40 ppm มีผลทำให้หางปลากัดงอกเร็วที่สุดโดยจะเห็นผลได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามการเลือกใช้สารสกัดแทนนินเพื่อลดปริมาณแอมโมเนียในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำหรือรักษาบาดแผลในปลาสวยงามควรคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตัวสัตว์น้ำด้วย โดยเฉพาะค่า pH เพราะถ้าใช้สารสกัดที่ความเข้มข้นสูงเกินไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง pH ในน้ำและอาจจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้

ที่มา: เนื้อหาบางส่วนจากเอกสารประกอบการอบรม เรื่อง “สารสกัดแทนนินจากใบหูกวาง: วิธีการเตรียมอย่างง่ายและการประยุกต์ใช้ในปลาสวยงาม” ซึ่งจัดทำโดย พรพิมล พิมลรัตน์ ,นิวุฒิ  หวังชัย, สุพันธ์ณี สุวรรณภักดี, พัชราวลัย  ศรียะศักดิ์ และนักศึกษาสาขาวิชาการประมง มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร

และ ข้อมูลจาก เรื่องเต็มจากรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ “IAMBEST ครั้งที่ 3:

พรพิมล พิมลรัตน์ นิวุฒิ หวังชัย สุพันธ์ณี สุวรรณภักดี และพัชราวลัย ศรียะศักดิ์. 2561. วิธีการสกัดและประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบหูกวางต่อการลดปริมาณ   แอมโมเนียในบ่อเลี้ยงปลา. ใน เรื่องเต็มจากรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ “IAMBEST ครั้งที่ 3 (3rd IAMBEST 2018) “ศาสตร์ พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” (The King’s Philosophy for Sustainable Development) . ระหว่างวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2561 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร.

แสดงความคิดเห็น

*

  • เข้าสู่ระบบ